การศึกษา

ความสำคัญของการศึกษา

สถานศึกษาในอดีต —

สถานศึกษาในอดีต

สถานศึกษาในอดีตหลายคนอาจรู้จักกันดีนั้นก็คือ วัด อาจไม่ใช่แหล่งความรู้หลักของคนทั่วไป  เพราะเป็นการเล่าเรียนเฉพาะในวงแคบ ๆ สำหรับชนในชั้นนั้นหรือครอบครัวนั้น ซึ่งวัดนั้นเป็นสถานศึกษาที่สำคัญที่สุดและเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนอย่างแท้จริง  เป็นสถานที่การเล่าเรียนหาความรู้ของทุกชนชั้นอย่างแท้จริง  สถานที่ที่ว่านี้ ก็คงหนีไม่พ้นสำนักสงฆ์ ที่ได้พัฒนากลายมาเป็น วัด ในตอนปลายสมัยสุโขทัย เหตุนี้เองลูกผู้ชายไทยในสมัยสุโขทัย และในสมัยต่อมา จึงต้องอาศัยวัด เป็นสถานที่เล่าเรียนกับพระสงฆ์องค์เจ้าเป็นหลักใหญ่ ส่วนวิชาที่เล่าเรียนกันในวัดนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเรียนหนังสือไทย  มอญ  และขอม  รวมทั้งการอบรมสั่งสอนจริยธรรม  และเล่าเรียนคัมภีร์ทางศาสนา ทั้งกุลบุตรที่บิดามารดานำมาฝากฝังให้เป็นศิษย์วัด  สามเณร  รวมทั้งภิกษุอีกด้วย  การสอนก็สอนกันไปตามความสามารถและภูมิปัญญาของพระสงฆ์ในวัดนั้น ๆ  อีกประการหนึ่ง การศึกษาของกุลบุตรนั้นก็คือ การเล่าเรียนเพื่อเตรียมตัวที่จะบวช เป็นสามเณร และภิกษุตามขนบประเพณีเมื่อถึงวันอันควร แต่ในสมัยอยุธยาในการปกครองได้เริ่มมีการจัดระเบียบให้เป็นแบบแผนขึ้น ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองตั้งกรุงศรีอยุธยา และได้ถูกจัดระบบการปกครองให้รัดกุมขึ้น ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถและในรัชกาลต่อ ๆ  มาอีกหลายครั้ง ทำให้เกิดระบบ ศักดินาขึ้น  มีการแบ่งชั้นวรรณะอย่างชัดเจนขึ้น ในขณะที่สมัยสุโขทัย ไม่มีการแบ่ง เมื่อสภาพของสังคมเปลี่ยนไปแนวความคิดของคนไทยก็เปลี่ยนไปด้วย

สำหรับด้านของการศึกษานั้นก็แตกต่างไปจากสมัยสุโขทัยไม่น้อยทีเดียว อย่างเช่น ความสำคัญของสถานศึกษา ที่เรียกว่าสำนักราชบัณฑิต ได้ลดถอยลงไป ในขณะเดียวกัน หน้าที่ทางการศึกษาไปตกอยู่ที่วัด และพระสงฆ์เป็นหลักใหญ่โดยที่กุลบุตรที่อยู่วัยเยาว์จะถูกส่งมาอยู่วัด โดยที่ผู้ปกครองจะนำตัวมาฝาก เป็นลูกศิษย์พระ หรือเด็กวัด  ให้อยู่กับพระสงฆ์ในวัดใกล้บ้านหรือที่ตนมีความเคารพ นับถือ หรือมีความคุ้นเคยกันดี  ซึ่งเด็กนั้นจะได้รับการสอนหนังสือทั้งภาษาไทย ขอม และวิชาอื่น ๆ  ตามความรู้ของพระสงฆ์ในวัดนั้น ๆ  เพื่อให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งการอบรมศีลธรรมจรรยาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  ส่วนเด็กนั้น ก็จะมีหน้าที่ปรนนิบัติ รับใช้พระสงฆ์ผู้เป็นอาจารย์ในกิจการต่าง ๆ  จนเมื่อกุลบุตรนั้นถึงวัยอันควร ก็จะได้รับการบวชเป็นสามเณร หรืออุปสมบทเป็นภิกษุ เพื่อศึกษาเล่าเรียน ตามประเพณีต่อไป

ดังนั้นในสมัยอยุธยานี้เองที่ได้เกิดประเพณีที่ลูกผู้ชายไทยจะต้องเข้าอุปสมบท ในบวรพุทธศาสนาเมื่ออายุครบบวช  หรืออายุครบ  20 ปีบริบูรณ์ เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติศาสนกิจเป็นระยะเวลาหนึ่งในระหว่างเข้าพรรษา สามเดือนเป็นอย่างน้อย  มิฉะนั้น จะถือว่าบุคคลนั้นยังเป็นคนดิบอยู่  หรือ (ผู้ที่ยังไม่บวชเรียน) ส่วนการบวชสามเณรนั้น ก็ถือว่าเป็นการบวชเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ การอุปสมบท และการอุปสมบทนั้น ก็ถือได้ว่า เป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ดังที่มีการเรียก การอุปสมบทอีกอย่างหนึ่งว่า “การบวชเรียน” เรียกผู้ที่อุปสมบทว่า “ผู้บวชเรียน” โดยมีพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญทางหนังสือ และทางธรรมวินัยเป็นผู้สั่งสอน มีการเรียนหนังสือ ขอม เรียนบาลี ศึกษาพระธรรมวินัย  เป็นประการสำคัญ ส่วนประเพณีการอุปสมบทกุลบุตรนี้ ที่ทำให้เกิดคำเรียกผู้ที่ลาสิกขาบทแล้ว ว่า “ทิด” หรือ “บัณฑิต” แต่ในสมัยแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็เกิดประเพณีในราชสำนักว่า ผู้ที่จะถวายตัวเข้ารับราชการนั้น ต้องเป็นบัณฑิต คือ ผู้ที่ผ่านการอุปสมบทมาแล้ว  เพราะจะไม่ทรงรับผู้ที่ยังไม่ได้บวชเรียนรับราชการ แต่การศึกษาในวัด จะมีทั้งการอบรมสั่งสอนทั้งด้านจริยศึกษา และพุทธิศึกษา  นอกจากนี้ ในบางวัด ยังได้มีการสอนวิชาพิเศษนอกเหนือไปจากที่กล่าวมา เป็นการเพิ่มเติมตามความสามารถของพระภิกษุในวัดนั้น ๆ  อย่างเช่น วัดที่มีพระภิกษุที่มีความรู้ความสามารถในเชิงช่างต่าง ๆ  ก็จะมีการสอนวิชาเหล่านั้น ให้ด้วย  หรือวัดใดมีพระภิกษุที่มีความรู้ทางวิชาการต่อสู้ทั้งมวยไทย และวิชาอาวุธ ต่าง ๆ  ท่านก็จะถ่ายทอดวิชาให้กับผู้เป็นศิษย์ต่อไป และในทำนองเดียวกัน ถ้าวัดใด มีพระภิกษุที่ทรงวิทยาคุณทางคาถาอาคม ก็จะมีถ่ายทอดในด้านนี้เช่นกัน

ขอขอบคุณบทความดีดีจาก  allknowledges.tripod.com


Categorised as: Uncategorized

Comments are disabled on this post


Comments are closed.